แนวทางวินิจฉัยและรักษาโรค

จากแนวคิดแพทย์แผนจีน สู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ควอนตัมฟิสิกส์

自中医学的诊断和治疗原则至量子医学概念

 

“การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”  อโรคยา ปรมาลาภา  “รักษาเมื่อยังไม่เกิดโรค”治未病

 

ยามสุขภาพดี น้อยคนที่จะมองเห็นคุณค่าของสุขภาพ เมื่อยามสุขภาพเสื่อมทรุด โรคภัยไข้เจ็บมาเยือน เราจะรู้สึกว่าสุขภาพสำคัญมากกว่า เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ สิ่งใดก็ไม่อยากจะได้อีกแล้ว ขอให้มีสุขภาพที่ดีกลับคืนมาเท่านั้นก็พอใจแล้ว

 

จุดด้อยของการแพทย์แผนปัจจุบัน

- การตรวจหาโรค เมื่อไม่พบโรค ก็คือสุขภาพดี ต้องตรวจพบความผิดปกติเชิงประจักษ์ที่เห็นจับต้อง มองเห็นได้ วัดได้

- บางคนตรวจสุขภาพดีมาตลอด ปีที่แล้วสุขภาพก็ยังดีอยู่เลย ปีนี้พบว่าเป็นมะเร็งร้าย ระยะสาม

-บางคนตรวจพบความผิดปกติของค่าสารโปรตีนที่สร้างจากต่อมลูกหมาก (PSA) มีค่าสูงผิดมาก(ค่าปรกติน้อยกว่า4)  แล้วตรวจชิ้นเนื้อยังไม่พบว่าเป็นมะเร็ง ต้องรอเฝ้าระวัง ติดตามเป็นระยะอีก 3 - 6 เดือน ด้วยความระทึกใจ

- บางคนเป็นโรคเรื้อรัง เช่น ตกขาว มีการอักเสบของปากมดลูก ตรวจมะเร็งปากมดลูกยังปกติ มีก้อนที่เต้านม(แถมมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม) ก็ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็ง มีวิธีการอะไรที่จะรักษาไม่ให้เนื้อเยื่อกลายเป็นเนื้อร้าย นอกจากการใช้ยาแก้อาการแล้ว จะมีทางเลือกคือผ่าตัดชิ้นเนื้อเยื่อปากมดลูก หรือตัดมดลูกทิ้งเท่านั้นหรือ

- บางคนตรวจสุขภาพดีทุกอย่าง แต่มีอาการไม่สบายตัวมากมาย มันหมายความว่าอย่างไร

- โรคความเสื่อม มะเร็งระยะก่อตัว จะมีวิธีการตรวจพบล่วงหน้าและเยียวยาอย่างไร

 

การส่งสัญญาณไฟฟ้าระบบประสาทและการหลั่งฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย

กลไกการปรับสมดุลของร่างกายในทัศนะแผนปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การทำงานของระบบประสาทและระบบฮอร์โมน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณใต้สมองใหญ่ บริเวณไฮโปธาลามัสและต่อมใต้สมอง โดยสัญญาณไฟฟ้า จะถูกส่งผ่านจากเซลล์ประสาทไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ด้วยสารสื่อนำประสาท (neurotransmitter) และการหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผ่านระบบการไหลเวียนเลือดไปสู่อวัยวะเป้าหมาย

 

การทำงานของระบบฮอร์โมน

 

                                          


การส่งข้อมูลข่าวสารจากจุดฝังเข็มไปตามเส้นลมปราณ หรือจากจุดสะท้อน (Reflexology) ไปยังอวัยวะต่างๆ

                แพทย์แผนจีนมีตัวอย่าง จุดหยวน (原穴)ใกล้บริเวณข้อมือข้อเท้าของเส้นลมปราณหลัก 12 เส้นเป็นจุดสะท้อนที่สามารถเชื่อมกับอวัยวะภายใน(ยังมีอีกหลายจุด) จุดบนเส้นลมปราณส่วนใหญ่ไม่ได้สัมพันธ์กับระบบประสาทของแพทย์ปัจจุบัน เป็นทางเดินของเส้นทางของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะจำเพาะ  ไม่สามารถใช้โครงสร้างทางกายวิภาคและความรู้ทางสรีรวิทยามาอธิบายได้ รวมไปถึงจุดสะท้อนบนใบหู, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, ใบหน้า หรือม่านตา ฯลฯ ก็ไม่อาจใช้ความรู้การแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายได้เช่นเดียวกัน

  

                แต่การส่งข้อมูลข่าวสาร จากจุดภายนอก แขน ขา ไปยังอวัยวะภายในเพื่อกระตุ้นปรับเปลี่ยนพลังหรือความถี่ เป็นภูมิปัญญาที่สะสมถ่ายทอด ปฏิบัติกันมานาน เพียงแต่ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่า 30 กว่าปีก่อนจะมีทฤษฎี ECIWO ของศาสตราจารย์ จางหยิงชิง( 张颖清) แห่งมณฑลชานตง อธิบายไว้ได้อย่างละเอียด ซึ่งนำมาซึ่งการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของวงการแพทย์จีนครั้งหนึ่ง และตอกย้ำถึงการกระตุ้นจุดที่เหมาะสมเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข่าวสารระหว่างส่วนต่างๆของร่างกายสามารถรักษาโรคได้

                การแพทย์แผนปัจจุบันต้องค้นคว้าสิ่งบ่งบอกความผิดปกติ ทำนายโรคล่วงหน้าด้วยเครื่องมือที่ตรวจค้นสารชีวเคมีหรือเนื้อเยื่อ ที่ออกไปทางวัตถุหรือมีรูปลักษณ์เชิงประจักษ์ มีโครงสร้างที่แน่นอน

 

แนวการตรวจวินิจฉัยและรักษาแบบแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน

แพทย์แผนจีนอาศัยการตรวจทั้ง 4 อย่าง คือการดู การฟัง การสูดดม การสัมผัสจับชีพจร รวมถึงการซักถาม ไปหาข้อมูล เพื่อนำมาแยกแยะภาวะสมดุลของร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเกิดโรค เช่น ลักษณะลิ้น, ลักษณะชีพจร, อาการและอาการแสดง แล้ว ใช้การฝังเข็ม, การใช้ยาสมุนไพรจีน และการนวดทุยหนา โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ การปรับเรื่องของพลังลมปราณ ทำให้พลังสมดุล ไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป (ปรับยินหยาง) มีการไหลเวียนเลือดพลังไม่ติดขัด โดยความเชื่อที่ว่า เมื่อปรับพลังยินหยางสมดุล การไหลเวียนของพลังเลือดคล่องตัว จะไม่เกิดโรค ในขณะที่แพทย์แผนปัจจุบัน พยายามหาพยาธิสภาพในทางกายวิภาค ความผิดปกติของสารชีวเคมีที่หลั่งออกมา แล้วแก้พยาธิสภาพด้วยการผ่าตัดหรือการใช้ยาเคมีในการรักษาโรค

การปรับพลังเส้นลมปราณและอวัยวะภายในกับการรักษาด้วยคลื่นความถี่ธรรมชาติ

(Bioresonance Therapy)(调整经气脏腑与生物共振疗法)

                ความแตกต่างที่สำคัญของการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนจีนคือทางด้านการวินิจฉัยแพทย์แผนจีนเสาะแสวงหาความเปลี่ยนแปลงความผิดปกติของพลังในระบบเส้นลมปราณ และอวัยวะภายใน รวมถึงพลังจากสิ่งก่อโรค

ทางด้านการรักษาใช้การปรับพลัง กระตุ้นพลัง ระบายพลัง ด้วยการฝังเข็ม หรือใช้ยาสมุนไพรที่มุ่งเน้นปรับพลังร้อนเย็น หรือกลไกพลังขับเคลื่อน ขับบนลงล่าง เข้านอกออกใน เพื่อให้ระบบพลังเข้าสู่ปกติ ปรับสมดุล เพราะมองว่าองค์ประกอบพื้นฐานของสรรพสิ่งคือพลัง ส่วนการแพทย์แผนปัจจุบันมุ่งเน้นค้นหาความผิดปกติ การปรับเชิงสสาร, โครงสร้าง, สารเคมี เพราะการมองว่าพื้นฐานของสรรพสิ่งคือ สสารหรืออะตอมหรือมวลสาร

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยุคควอนตัมกับการจับสัญญาณความถี่ธรรมชาติ

                เริ่มต้นจากความเชื่อว่า พื้นฐานของสรรพสิ่งคือ อะตอม ซึ่งแบ่งแยกไม่ได้ เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร การพยายามศึกษาทุกอย่างในเชิงโครงสร้าง ส่วนประกอบที่มีรูปลักษณ์แน่ชัด การค้นพบสารชีวเคมีต่างๆ ฮอร์โมน, เอนไซม์, ส่วนประกอบของเลือด สารสื่อประสาท ฯลฯ เป็นความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งหมดให้อยู่ในมิติของฟิสิกส์แบบดั้งเดิม (Classical physics)


                เมื่อการค้นพบฟิสิกส์สมัยใหม่ ควอนตัมฟิสิกส์ทำให้ความเข้าใจต่อสสารแตกต่างจากความเชื่อดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง แท้จริงแล้วสสารในระดับอะตอมยังมีอนุภาคที่เล็กกว่า คือโครงสร้างอะตอมประกอบด้วย โปรตอน อิเล็กตรอน นิวตรอน ในระดับอะตอมสสารหรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะแสดงคุณสมบัติ 2 ด้าน คือ เป็นทั้งอนุภาคและคลื่น ซึ่งรวมถึงเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย ไวรัส แบคทีเรีย เกสรดอกไม้ สารพิษ ฯลฯ สรรพสิ่งทั้งหลายจะปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นสนามแม่เหล็กที่แตกต่างกัน ตามแต่ชนิดและองค์ประกอบพื้นฐานของมัน ความแตกต่างของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ขึ้นกับความถี่ของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เปล่งออกมา

                ชีวิตและสรรพสิ่ง จึงเชื่อมสัมพันธ์ และส่งสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากระทำต่อกัน มีทั้งส่งเสริมและขัดแย้ง ลดทอน คลื่นความถี่ธรรมชาติของกันและกัน

                ภาวะปกติเซลล์ต่างๆ ของร่างกายมีการสื่อสารกันในเชิงของข้อมูลข่าวสาร ด้วยความถี่ธรรมชาติของมัน เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรค, สารแปลกปลอม, แสง, สี, เสียง, อาหาร ฯลฯ มารบกวน ทำให้การส่งคลื่นต่างๆ ของร่างกายผิดเพี้ยน การทำงานแปรปรวน และเมื่อเกิดการรบกวนจนคลื่นความถี่ธรรมชาติผิดเพี้ยนไปมาก เช่น ความถี่ลดน้อยลงหรือมากเกินไป ย่อมทำให้เกิดอาการไม่สบายหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหรือทางพยาธิสภาพให้เห็นในเวลาต่อมา

การจับสัญญาณความถี่ธรรมชาติหรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้า บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะและการทำนายการเกิดโรคได้

-  เราทราบว่า การเจ็บปวดของอวัยวะภายในสามารถสะท้อน และตรวจพบจากภายนอกร่างกายได้ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ, ปวดกระเพาะอาหาร, ปวดมดลูก, โรคนิ่วในถุงน้ำดี (จะมีการปวดบริเวณหัวไหล่)

-  แพทย์แผนจีน สามารถตรวจสอบจุดบนเส้นลมปราณบางจุดได้ เช่น จุดหยวน จุดไส้ติ่ง, จุดถุงน้ำดี

-  จุดสะท้อนบนใบหู, ฝ่าเท้า, ฝ่ามือ ก็สามารถตรวจสอบความผิดปกติของโรคภายในได้

-  ในทำนองเดียวกันถ้าเราสามารถจับสัญญาณหรือคลื่นความถี่ธรรมชาติของระบบต่างๆ ที่ส่งผ่านบริเวณไฮโปธาลามัส(Hypothalamus) และสามารถแปลงสัญญาณที่ได้รับเป็นความเข้มข้นของความถี่ เพื่อเปรียบเทียบกับค่าปกติของอวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน (เสมือนหนึ่งการใช้เซนเซอร์ สแกน ลงไปบนบาร์โคดในห้างสรรพสินค้า แล้วแปลงเป็นชื่อสินค้าปรากฏให้เห็น)

                ความถี่ธรรมชาติของอวัยวะต่างๆ บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงเชิงพลัง หรือการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณของเนื้อเยื่อ ก่อนเปลี่ยนเป็นพยาธิสภาพหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

                ปัจจุบันมีความพยายามพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยบนพื้นฐานทฤษฎีควอนตัมและความไวในการจับสัญญาณและการแปลงสัญญาณต่างๆ ทำให้เราสามารถตรวจหาความผิดปกติของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ก่อนที่จะตรวจพบเมื่อเป็นมากแล้ว ด้วยการตรวจหาความถี่ธรรมชาติของมัน


                การรักษาด้วยความถี่ธรรมชาติ - การปรับเปลี่ยนความถี่เข้าสู่ภาวะปกติ เป็นการป้องกันโรคพัฒนาและเป็นการสร้างสมดุลแบบธรรมชาติ

                เมื่อเราสามารถจับคลื่นความถี่ธรรมชาติของอวัยวะภายในหรือส่วนต่างๆบริเวณไฮโปธาลามัสได้ เราก็สามารถปรับเปลี่ยนหรือส่งคลื่นสัญญาณปกติไปยังอวัยวะภายในนั้นได้เช่นกัน


                การใช้คลื่นความถี่ธรรมชาติ โดยการส่งคลื่นตรงข้ามของผู้ป่วยที่รับได้กลับสู่อวัยวะนั้นๆ เป็นการปรับสัญญาณให้เข้าสู่ภาวะปกติ (Bioresonance Therapy) บางครั้งเสริมต่อด้วยคลื่นสัญญานธรรมชาติแบบปกติเข้าไป จะยับยั้งการพัฒนาการของโรค ทำให้เซลล์ต่างๆ สื่อสารต่อกันได้อย่างปกติ ซึ่งคือภาวะสมดุล สุขภาพดีนั่นเอง

                เทคโนโลยีที่ก้าวรุดไประดับควอนตัมได้ทำให้แนวแพทย์แผนจีนซึ่งมีความเด่นชัดในเชิงแนวคิดปรัชญา การวินิจฉัยและการป้องกันโรค การรักษา มีส่วนหนุนช่วยทำให้การค้นคว้าทางภูมิปัญญาโบราณอธิบายได้ชัดเจนขึ้น และเป็นแนวทางในการวิจัยพัฒนาศาสตร์ดั้งเดิมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด

 

 

DR. R. VOLL`S ELECTRO-ACUPUNCTURE DIAGNOSTICS (EAV) USE the biological active points - BAP.

the direct current of 8—10 mA at roughly 1.2 Volts is used for the measurements of the BAP electrical conductivity.